Tuesday, February 27, 2024
HomeMusicKenneth Edmonds เกือบร้อยทั้งร้อยบอกว่า’ใครอ่ะ’ แต่ถ้าบอกนามแฝง Babyface คนฟังเพลงป๊อปตั้งแต่ปลาย’80s จะรู้จัก

Kenneth Edmonds เกือบร้อยทั้งร้อยบอกว่า’ใครอ่ะ’ แต่ถ้าบอกนามแฝง Babyface คนฟังเพลงป๊อปตั้งแต่ปลาย’80s จะรู้จัก

เอ่ยชื่อ Kenneth Edmonds มิตรรักนักเพลงเกือบร้อยทั้งร้อยบอกว่า’ใครอ่ะ’ แต่ถ้าบอกนามแฝง Babyface คนฟังเพลงป๊อปตั้งแต่ปลาย’80s จะรู้จักและเป็นแฟนคลับของแก ทั้งบทเพลงที่แกแต่ง (ส่วนใหญ่จะแทคทีมกับ L.A. Reid; Daryl Simmon) รวมถึงงานโปรดิวซ์ ขอฉายหนังตัวอย่างเพลงที่แกเขียน For The Cool In You; Every Time I Close My Eyes ที่ร้องเอง, Boyz II Men, End Of The Road; I’ll Make Love To you ฯลฯ ของ Toni Braxton, Another Sad Love Song; Breathe Again; Karyn White, Superwoman; Whitney Houston, Miracle; Mariah Carey, When You Believe; และอีกเพลงที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ Take A Bow ที่แต่งร่วมกับ Madonna…..

Madonna เทคออฟในการมีอัลบั้มของตัวเองตั้งแต่ปี 1983 งานชุดแรกถือว่าได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงดีมากในอารมณ์ post-disco เพลง Holiday; Lucky Star; Borderline ยอดขายรวม 10 ล้านแผ่นถือว่าจัดเต็มแล้ว ถ้าไม่บังเอิญปีนั้นมีอีกหนึ่งสาว Cyndi Lauper กับอัลบั้มเดบิวท์เช่นกัน She’s So Unusual ที่มีเพลง Girl Just Want To Have Fun กับ Time After Time ยอดขายรวม 16 ล้านแผ่น แต่พอมาถึงบทที่สอง งานพลิกกลับกลายเป็น Like A Virgin (1984) ของ Madonna เร่งเครื่องปาดหน้านักร้องหญิงทั้งแผ่นดิน และแรงต่อเนื่องไม่มีตกกับ True Blue (1986); Like A Prayer (1989) ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมเพลงป๊อปต่างวิเคราะห์จุดแข็งงานของ Madonna คือจะมีคอนเซ็พที่เรื่องราวแตกต่างกันไป เธอจะไม่ฝังตัวเองกับการแต่งเพลงเพียงคนเดียว จะมีความคิดใหม่ๆจากทีมเขียนเพลงใหม่ที่มาร่วมงาน จนมาถึงงานชุดที่ห้า Erotica ที่คอนเซ็พของเซ็กส์และโรแมนซ์ที่แสดงออกค่อนข้างตรงประเด็นและแรง คงมีศิลปินไม่กี่คนที่ใจกล้านำเสนองานแนวนี้กับแฟนเพลงดั้งเดิมที่ยังสนุกกับดนตรี dance-pop แบบพุ่งชน มาพีคที่อันดับ 2 จากที่เคยผูกปีกับอันดับ1 มาตลอด ยอดขายร่วงจากชุดก่อน 15 ล้านแผ่นเหลือ 6 ล้าน (สำหรับศิลปินอื่นยอดขายระดับนี้เลี้ยงโต๊ะแล้ว) แต่ Madonna เป็นสาวมั่นไม่แคร์อะไร ได้สนุกได้งานมันส์ๆแต่ไม่เคยปล่อยปละรายละเอียดของงาน ดังนั้นงานชุดต่อไปต้องเป็นการแก้โจทย์ยากที่ตัวแกเขียนขึ้นมาเอง….

Bedtime Stories (1994) งานชุดที่ 6 ได้ปรับคอนเซ็พตัดเซ็กส์ออก แต่ยังคงอยู่ของโรแมนซ์ เติมความสุขกับความเศร้าของความรักเข้าไป ได้เพิ่มทีมเขียนเพลงมาช่วยอีก 4 คน หนึ่งในนั้นคือ Babyface ที่เธอมั่นใจว่าแนวดนตรีของหนุ่มคนนี้สามารถมาแก้ภาพหนักๆจาก Erotica ได้ เมื่อนัดหมายพบกัน Babyface เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาเกร็งมากที่จะต้องพบกับ Madonna ที่ขึ้นชื่อเรื่อง perfectionist แต่เมื่อได้พบและคุยกันไม่กี่นาทีก็เข้าใจในภาษาเดียวกัน Babyface เล่นกีตาร์คอร์ดและฮัมเมโลดี้ให้ Madonna ฟัง เธอบอกว่าใช้ได้เลย แต่อยากให้เนื้อเพลงมีความหมายถึง หญิงสาวกำลังจะบอกเลิกกับแฟนหนุ่มบนเตียงนอน (ภาพเซ็กซี่ก็ยังอยู๋) และเธออาจมองถึงตลาดนอกอเมริกาอย่างเอเซีย จึงอยากได้กลิ่นอายเสียงดนตรีตะวันออก เธอคิดถึงเพลง ‘Sukiyaki’ (1961) ของ Kyu Sakamoto และเสียงร้องที่เหมือนคนเพิ่งตื่นนอนประมาณนั้น ปกติเนื้อเพลงแบบขอเลิกกับคนรักมันจะประมาณ ‘ฉันไม่ดีพอสำหรับเธอ’ แต่ Madonna ฉลาดพอที่หยิบเอาวรรคทองของ William Shakespeare เรื่อง As You Like It, “All the world’s a stage, and all the men and women mere players ‘โลกนี้คือเวทีละคร มนุษย์ชายและหญิงเป็นแค่ตัวละคร’ (คุ้นๆนำครับ เหมือนบทเพลงไทยรุ่นคุณแม่ยังสาว) มาเป็นเสาหลักของ Take A Bow….

Bed Time Stories แม้จะพีคที่อันดับ 3 ของ Billboard 200 albums แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาของ Madonna สู่ระดับทอปฟอร์มอีกครั้ง หลังจากนั้นงานเกือบทุกชุดจะขึ้นไปถึงอันดับหนึ่ง เพลงที่ได้รับความนิยมใน Bed Time Stories เป็น Take A Bow แม้จะวางเป็นแทรคสุดท้ายของอัลบั้ม ผมนำคลิปเพลง Take A Bow มาให้ชมกันเป็นบรรยากาศจากรายการ CMT Crossroads ที่นำศิลปินจากแนวต่างๆมาเบลนด์กับดนตรีคันทรี เป็น Trisha Yearwood ร้องนำ Babyface กีตาร์ ‘โลกนี้คือละคร มนุษย์ทุกคนเป็นแค่ตัวละคร เมื่อถึงฉากจบก็ต้องอำลาจากกัน (ง่ายดีนะครับที่จะบอกเลิกกับใครสักคน)….เป็นเลิศ หทัยเฑียร-

RELATED ARTICLES
- Advertisment -
Google search engine

Most Popular