Sunday, November 30, 2025
HomeMusicBlue Moon (2025)

Blue Moon (2025)

BLUE MOON (2025) แพท แสงธรรม

เรื่องราวแนว biopic ของ Lorenz Hart นักเขียนเนื้อร้องระดับศาสดา ที่เป็นตำนานสำคัญของเพลง American Songbook เช่นเดียวกับ Cole Porter, Irving Berlin, Gershwin ฯลฯ เพลงที่เขาแต่งร่วมกับ Richard Rodgers นับร้อยเพลง เป็นเพลงอมตะตลอดการเช่น Isn’t It Romantic / With a Song in My Heart / Manhattan / My Romance / Where or When / It Never Entered My Mind / My Heart Stood Still/ My Funny Valentine และอีกมากมาย ถึงขนาดที่นักร้องที่ยิ่งใหญ่ มีอัลบั้ม Rodgers and Hart Songbook กันเลย

Blue Moon เป็นเพลงที่โด่งดังและเป็นที่โปรดปรานมากที่สุด ของผู้ฟังทั่วไป ทั่วโลก หลายเจเนอเรชั่น แต่เป็นเพลงที่ Lorenz Hart รู้สึก “แหวะ” ที่สุด ในบรรดาเพลงที่เขาแต่งเนื้อร้อง ความหมายของชื่อหนัง จึงซ่อนความทุกข์ใจไว้ภายใต้ความสุขที่ผู้คนหลงไหลชื่นชม

เรื่องราวของ Blue Moon ตัดมาที่ช่วงสุดท้ายของ Lorenz Hart ช่วงไม่กี่เดือนก่อนที่เขาจะจากโลกนี้ไป ด้วยวัยเพียง 47 ปี จึงไม่ใช่ biopic ที่เล่าชีวประวัติอย่างครบทั้งเล่ม แต่เริ่มเรื่องราวให้เห็นความโกรธ ความผิดหวัง ความแค้น ความอิจฉา ที่ซ่อนอยู่ในใจ หลังจากที่ Richard Rodgers แยกทางกับเขา ซึ่งจับคู่แต่งเพลงด้วยกันมาถึง 20 ปี โดยรอดเจอร์ส ไปทำงานร่วมกับ Oscar Hammerstein II และประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ด้วยมิวสิคัลที่เป็นปรากฎการณ์ เช่น Oklahoma, Carousel, South Pacific, The King and I และ The Sound of Music

เหตุการณ์แทบทั้งเรื่อง เกิดขึ้นในบาร์ ซึ่งเป็นตำนานสำคัญของวงการดนตรีและบรอดเวย์ คือที่ Sardi’s (bar & restaurant) อันเป็นที่ชุมนุมสังสรรค์ของผู้คนในแวดวงบรอดเวย์ เป็นที่ซึ่งลอเรนซ์ เปิดเผยความรู้สึกให้เราได้รับรู้ ผ่านคำพูดอันพร่างพรู และสำนวนเฉียบคม แฝงด้วยความเจ็บปวด ว้าเหว่ น้อยใจ ดั่งที่ปรากฎในเนื้อเพลงของเขา อันเป็นคุณสมบัติที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่า เป็นนักแต่งเนื้อเพลงบรมครู

หนังนำเสนอในแนว realism และpsycho analysis ไปตลอดเรื่อง จึงทำให้บางครั้งดูยืดยาด วกวน เพราะคำพูดเฉียบคม ประชดประชัน ที่ไม่จบสิ้น พอนานๆ เขาก็น่าเบื่อ Blue Moon ไม่ใช่หนังมิวสิคัล ดนตรีที่ได้ยินตลอดทั้งเรื่อง มาจากเสียงเปียโนในบาร์ซาร์ดิส์ ซึ่งแต่งโดยนักประพันธ์ในยุคนั้น คลอไปตลอดหลายสิบเพลง

ผู้ที่รับบทลอเรนซ์ ฮาร์ท คือ Ethan Hawke ที่สูง 180 cm. เมื่อมารับบท ลอเรนซ์ ฮาร์ท ซึ่งสูงเพียง 158 cm จึงต้องใช้ทั้งเทคนิคมุมกล้อง ระดับพื้น และสัดส่วนเปรียบเทียบที่หลอกตา แต่หลายๆ มุม ทำให้ความสูง 158 cm กลายเป็นความสูงของ Danny DeVito ที่สูงเพียง 147 cm ดูหลอกตาเกินจริง แต่การทำให้ลอเรนซ์ ฮาร์ท ดูตัวเตี้ยมากเกินจริงนี้ อาจจะมีเจตนาใช้เป็นเชิงสัญลักษณ์ แทนปมด้อยของลอเรนซ์ ที่รู้สึกต่ำต้อย ด้อยศักดิ์ศรี ทั้งในเรื่องชื่อเสียงเมื่อเทียบกับ ริชาร์ด รอดเจอร์ส ความเป็นเกย์ที่ต้องหลบซ่อน ลักษณะรูปร่างที่เสียเปรียบ และปมต่างๆ

ผู้ที่แปลซับ ให้หนังเรื่องนี้ คงเหนื่อยหน่อย เพราะเป็นบทสนทนา ที่ฟังจนเหนื่อยแก้วหู และหากไม่ใช่เป็นนักฟังเพลงแจ๊ส หรือสแตนดาร์ด อาจจะตามบทสนทนาไม่ทัน เพราะมีอ้างทั้งชื่อเพลง เนื้อเพลง ตลอดเวลา

ถ้าหากเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงของเขาเอง คล้ายกับใน De-Lovely ที่เล่าเรื่องราวของ Cole Porter หนังเรื่องนี้ก็จะสว่างขึ้น และความรู้สึกต่อตัวละคร Lorenz Hart อาจจะมีมากขึ้น แทนการให้เป็น tragic character ตั้งแต่เปิดเรื่อง ส่วนคนที่รู้จักงานของ Rodgers & Hart และคุ้นเคยกับงานของทั้งสองดี ก็ดูไปได้เรื่อยๆ แต่คงไม่ได้รู้สึกเห็นใจ สงสาร ตัวละครที่สับสน โดดเดี่ยว และต้องซ่อนตัวจริงไว้ข้างในอย่างที่หนัง Blue Moon เล่าให้ฟัง…..แพท แสงธรรม

……หากไม่นับนักแต่งเพลงรุ่น’50s อย่าง Henry Mancini, Burt Bacharach & Hal David, Lennon McCartney ในรุ่น’60s ที่เป็นรุ่นหลังจากกลุ่มแรกที่ผมกำลังจะกล่าวถึงรุ่น’30s/’40s ผมยกให้ Cole Porter, Frank Loesser และคนนี้ Lorenz Hart เป็นพิเศษ แม้นมหาชนจะชื่นชมงานเพลงของ Irvin Berlin, พี่น้องตระกูล Gershwin George & Ira เป็นส่วนใหญ่ แต่ตัวผมกลับชอบงานแต่งเนื้อเพลงของ Cole Porter, Frank Loesser และ คนนี้ Lorenz Hart มีคำชื่นชมว่าเนื้อเพลงมีมากกว่าความรู้สึกแต่เป็นบทละครหรือเรื่องราวที่พอฟังจบเพลงจะเข้าถึงละครเรื่องนั้นๆได้เลย

บุคลิกของ Cole Porter แม้นบั้นปลายชีวิตอาจไม่แฮปปี้เอนดิ้ง แต่การดำเนินชีวิตของแกเต็มไปด้วยความบันเทิงและผจญภัย เกิดในตระกูลร่ำรวย จึงไม่ต้องทำงานตั้งแต่เด็ก ใช้ชีวิตสุขนิยมเดินทางไปที่ต่างๆและประจวบกับความสามารถในการแต่งเพลง อาทิ1935 ท่องเรือสำราญมาถึงแหลมสุมาตราแต่งเพลง Begin The Beguine ไปใช้ในละคร Jubilee เป็นคนแต่งเพลง I’ve Got You Under My Skin, Anything Goes, Night and Day, Love For Sale, True Love ฯลฯ ยิ่งได้ดูหนังแฟนตาซี Midnight In Paris ของ Woody Allen ที่ตัวพระเอก Owen Wilson หลุดโลกเข้าไปในร้านเหล้ายุคเก่าได้พบ Ernest Hamingway ถกบทประพันธ์ และ Cole Porter นั่งเล่นเปียโนแล้วมีหนุ่มสาวยืนล้อม ผมยิ่งอินกับ Cole Porter มาก…

Frank Loesser นักแต่งเพลงประกอบละครเวทีบรอดเวย์เรื่อง Guys and Dolls และอีกกว่า 60 เรื่อง ผมประทับใจมากคือการแต่งเพลง Baby It’s Cold Outside ที่จะให้ภรรยาร้องในงานขึ้นบ้านใหม่ที่เป็นช่วงฤดูหนาว และเพลงนี้ได้รับความนิยมจากคนฟังมากในคืนงานต้องร้องซ้ำเป็นสิบเที่ยว และกลายเป็นเพลงที่บรรดาเหล่าไฮโซชนจะเชิญ (ว่าจ้าง) สองสามีภรรยาไปร้องในงานขึ้นบ้านใหม่เสมอๆ Baby It’s Cold Outside กลายเป็นเพลงประจำเทศกาลคริสต์มาสจนถึงทุกวันนี้….

Lorenz Hart สมัยฟังเพลง American Songbook (pop standards) ใหม่ๆจะไม่ค่อยรู้ว่าเพลงไหนที่แกมีส่วน เพราะแกไปจับคู่กับ Richard Rodgers ซึ่งภายหลังแยกทางและไปร่วมงานกับ Oscar Hammerstein แล้วประสบความสำเร็จอย่างสูง ภายหลังที่เริ่มจริงจังกับเพลงกลุ่มนี้แล้วศึกษาลงลึกจึงพบว่า งานของ Lorenz Hart คือการแต่งเนื้อเพลงเป็นหลัก ส่วนทำนองเป็นหน้าที่ของ Richard Rodgers ที่ฝีมือคนนี้่ขั้นเทพ จึงบดบังชื่อเสียงของ Lorenz Hart ไป เพลงที่ Lorenz Hart ที่ผมประทับใจมากคือ Blue Moon, My Funny Valentine , The Lady Is a Tramp และ Manhattan ผลงานอื่นๆที่ระดับมาสเตอร์พีซมีอีกหลายสิบเพลง จะอยู่ในบทความ BLUE MOON (2025) ของอาจารย์แพท แสงธรรม ในโพสต์นี้ครับ หนังที่กล่าวถึงช่วงสุดท้ายของ Lorenz Hart ผู้พ่ายทั้งเกมชีวิต ทั้งเกมความรัก (official trailer จาก Sony Pictures Classics /youtube)…..เป็นเลิศ หทัยเฑียร-

RELATED ARTICLES
- Advertisment -
Google search engine

Most Popular